สาร
สาระทัศนานันท์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกล่าวว่า
เมืองด่านซ้ายมีผู้คนเข้ามา สร้างบ้านแปงเมืองตั้งแต่สมัยใดไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ที่ระบุชัด แต่ได้ทราบ จากหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้างเจดีย์ศรีสองรัก
ว่าเมืองด่านซ้ายเริ่มมีบทบาทสำคัญทาง ประวัติศาสตร์ฝ่ายไทย
ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ทำสงครามกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้
กษัตริย์ของพม่าต่อเนื่องถึงสมัยพระเจ้าบุเรงนอง การศึกสงครามกับพม่ายืดเยื้อมานานหลายสิบปี
และพระเจ้าบุเรงนองมีกองทัพที่ เข้มแข็งมาก กรุงศรีอยุธยามีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
และกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ซึ่งมีพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
ได้ทำไมตรีกันเพื่อร่วมกันต่อสู้กับพม่า โดยได้สร้างเจดีย์องค์หนึ่งขึ้นที่เมืองด่านซ้าย
เมื่อ พ.ศ.2103 ตรงกับปีวอก โทศก จุลศักราช 925 ชื่อเจดีย์ว่า
เจดีย์ศรีสองรัก เพื่อเป็นสักขีพยานแห่งการทำ พระราชไมตรี
บริเวณที่ตั้งเจดีย์นี้ตามตำนานกล่าวว่าเป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง
แม่น้ำโขง กับแม่น้ำน่าน หลังจากสร้างเจดีย์เสร็จก็ได้ทำพิธีสมโภชในวันพฤหัสบดี
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 และถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เป็นเวลา 444 ปี ล่วงมาแล้ว
สาร
สาระทัศนานันท์ ได้กล่าวว่า ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาและกรุงศรีสัตนาคนหุต
ได้มาร่วมกันสร้างเจดีย์ศรีสองรักขึ้นที่เมืองด่านซ้าย ส่วนศิลาจารึกที่บันทึกตำนาน
การสร้างเจดีย์ของเดิม ฝรั่งเศสยึดเมืองด่านซ้ายได้ ในระหว่าง
พ.ศ.2446 ถึง พ.ศ.2449 ได้นำศิลาจารึกไปไว้ที่เวียงจันทน์ ระหว่างนั้นพระแก้วอาสา
(ท้าวกองแสง) และพร้อมด้วย เพีย ศรีวิเศษ คหบดีแห่งบ้านนาทุ่ม
ร่วมกันจัดทำศิลาจารึกจำลองขึ้นแทนของเดิม ดังปรากฏที่พระธาตุศรีสองรักทุกวันนี้
นอกจากหลักฐานดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีสถานที่ต่างๆ ใกล้สถานที่ตั้งของเจดีย์ศรีสองรัก
ซึ่งมีภูมิลำเนาเกี่ยวกับการสร้างเจดีย์ศรีสองรัก ได้แก่
1) นาไทย เป็นทุ่งนาถัดจากเจดีย์ศรีสองรัก ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ
เชื่อกันว่าเป็นทุ่งนาที่ชาวไทยกรุงศรีอยุธยาที่มาสร้างเจดีย์ศรีสองรักได้พำนักอยู่
2) นาเวียง เป็นทุ่งนาถัดจากที่ตั้งอำเภอไปทางเหนือประมาณ 1
กิโลเมตร เชื่อกันว่าเป็นทุ่งนาที่ชาวเวียงจันทน์ที่มาสร้างเจดีย์ได้พำนักอยู่
ปัจจุบันเป็นชื่อหมู่บ้านนาเวียง
3) นาผ้าขาวหรือนาปะขาว เป็นทุ่งนาทางทิศตะวันออก ของที่ตั้งอำเภอด่านซ้าย
อยู่ห่างจากที่ตั้งอำเภอด่านซ้าย ประมาณ 1 กิโลเมตร เชื่อกันว่าเป็นที่พำนักของพระสงฆ์
อำมาตย์ และชีปะขาว ซึ่งมาร่วมพิธีสร้างเจดีย์
เมืองด่านซ้าย
ในสมัยอยุธยา กรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นหัวเมืองของฝ่ายไทยที่ขึ้นอยู่กับเขตการปกครองของเมืองพิษณุโลก
ในเวลาต่อมาสมัยของ รัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หลังจากเมืองด่านซ้ายเป็นอำเภอไม่นาน อำเภอนี้ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสอยู่
3 ปี 1 เดือน 10 วัน ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446 ถึง
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2449 ต่อมาได้โอนไปอยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดเลย
เมื่อ พ.ศ.2450 ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 4 มกราคม
พ.ศ.2450 ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
พบหลักฐานเพิ่มเติมของ สาร สาระทัศนานันท์ ระบุว่า ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองด่านซ้าย
มีหลักฐานพอค้นคว้าได้บ้าง บางตอนแม้จะไม่ละเอียดสมบูรณ์มากนักก็สามารถสันนิษฐานได้ว่า
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองด่านซ้ายแต่ดั้งเดิม คงเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากอาณาจักรล้านช้าง
สมัยพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองเป็นหัวหน้า โดยอพยพผ่านบ้านห้วยไฮ
บ้านห้วยลึก บ้านนากอก บ้านเมืองฮำ บ้านเมืองปากลาย หรือผ่านลงมาทางบ้านบ่อแตน
(หมู่บ้านเหล่านี้ ปัจจุบันอยู่ในแขวงไชยบุรี ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
ตามตำนานบอกเล่าของชาวบ้านในเมืองด่านซ้าย เล่าว่า พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง
นำไพร่พลข้ามแม่น้ำเหืองแล้วเดินทางมาตามลำน้ำหมัน จนถึงบริเวณซึ่งเป็นที่ราบกว้างขวาง
จึงหยุดพักไพร่พลและตั้งชุมชน ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านอยู่ในตำบลนาหอ
อำเภอด่านซ้าย พ่อขุนผาเมืองตั้งบ้านด่านขวา (ปัจจุบันเป็นที่นาระหว่างบ้านหัวนาแหลมกับบ้านนาเบี้ย)
ส่วนพ่อขุนบางกลางหาว พาผู้คนข้ามลำน้ำหมันขึ้นไปทางฝั่งซ้าย
ได้พักไพร่พลที่แห่งหนึ่ง (บริเวณบ้านเก่า) ซึ่งปรากฏซากวัดเก่าแก่ให้พบเห็นอยู่จนทุกวันนี้
แล้วจึงไปถึงหมู่บ้านทางฝั่งซ้ายหมัน เรียก ด่านขวา (ปัจจุบันบ้านนาหอ
อำเภอด่านซ้าย) หลังจากนั้นจึงย้ายไปตั้งอยู่บริเวณใหม่ ซึ่งปัจจุบัน
คือ บ้านหนอง หรือ บ้านด่านซ้าย
ตำบลด่านซ้าย ตามเอกสารที่อ้างแล้ว ระบุว่าหลังจากพ่อขุนทั้งสองได้สร้างเมืองด่านขวาและด่านซ้ายขึ้นแล้วระยะหนึ่ง
พ่อขุนผาเมืองได้พาไพร่พลอพยพไปสร้างเมืองชั่วคราวอีกหลายแห่ง
โดยอพยพลงไปทางใต้ จนในที่สุดก็ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เมืองราด
ปัจจุบัน คือ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวได้อพยพไปตั้งเมืองใหม่ที่เมืองบางยาง
หรืออำเภอนครไทยในปัจจุบัน ส่วนเมืองด่านซ้ายหลังจากนั้น มีเจ้าเมืองปกครองสืบต่อมา
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านตำบลนาดี
อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สอดคล้องกับข้อมูลจากเอกสารที่อ้างแล้วเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บอกเล่าว่า
พ่อขุนบางกลางหาวและ พ่อขุนผาเมืองเป็นผู้ตั้งเมืองด่านซ้ายและเมืองด่านขวา
นอกจากนี้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวว่าที่กลางทุ่งนาระหว่างบ้านาดีกับบ้านนาหมูม่น
มีต้นโพธิ์เสี่ยงทายของพ่อขุนทั้งสอง ซึ่งเสี่ยงทายไว้เมื่อจะแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเมืองใหม่
โดยอธิษฐานว่าถ้าบ้านเมืองของทั้งสองพระองค์มีความเจริญรุ่งเรืองดี
ก็ขอให้ต้นโพธิ์เจริญ เติบโตให้เป็นที่ประจักษ์ ต่อมาต้นโพธิ์ต้นนี้ได้หักโค่นไปเหลือเพียงซากผุๆ
แต่เมื่อไม่นานมานี้มีแขนงงอกขึ้นใหม่จากโคนต้นเก่า ปัจจุบันมีความสูงประมาณ
7 เมตร อยู่ห่างจากถนนที่ตัดผ่านบ้านนาดี ประมาณ 500 เมตร สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามมีผู้สันนิษฐานอีกประการหนึ่งว่า ชื่อเมือง ด่านซ้าย
อาจจะมาจากคำว่า ด่านช้าง เพราะที่ตั้งของเมืองนี้ อยู่ต่อแดนของอาณาจักรล้านช้าง
ซึ่งเป็นที่ช้างอยู่อาศัยท่องเที่ยวไปมา และ ณ ที่ตั้งเมืองด่านซ้าย
ก็มีช้างลงมากินดินโป่ง ใกล้เนินนาข่า (ปัจจุบันมีสถานีตำรวจตระเวนชายแดนตั้งอยู่)
ซึ่งเหตุผลเกี่ยวกับชื่อเมืองที่กล่าวว่ามาจาก ด่านช้าง นี้
ผู้ศึกษาเห็นด้วยค่อนข้างมาก เพราะภาษาถิ่นของชาวบ้านแถบนี้ออกเสียง
ช้าง เป็น ซ้าง ซึ่งภายหลังอาจจะเพี้ยนเป็น ซ้าย นอกจากนี้ยังทราบจากชาวบ้านหลายคนที่ได้ทำการสัมภาษณ์ในการสำรวจข้อมูลภาคสนามครั้งนี้ว่าเมืองด่านซ้ายในอดีต
เคยมีช้างจำนวนมาก เพราะนิยมเลี้ยงไว้แสดงอำนาจบารมี ใช้เป็นพาหนะสำหรับเดินทางไกล
การสงคราม และการชักลากของหนักออกจากป่า เช่น ไม้ซุง แต่อีกนัยหนึ่งคำว่าด่านช้างอาจจะเป็นเมืองหน้าด่านของฝ่ายล้านช้างก็เป็นได้
การที่จะให้คำตอบเกี่ยวกับสมมุติฐานสุดท้ายนี้ได้ จะต้องศึกษาจากพงศาวดารของฝ่ายล้านช้าง
ทำเลที่ตั้งเมืองด่านซ้าย
หรือบริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอด่านซ้ายในปัจจุบัน มีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเมืองเก่าของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว
อื่นๆ บนเทือกเขาเพชรบูรณ์ คือ เป็นที่ราบกลางหุบเขา มีลำน้ำหมันไหลผ่าน
และมีภูเขาขนาบอยู่สามข้าง อีกด้านหนึ่งมีที่ราบแคบๆ ทอดยาวไปทางทิศเหนือ
มีเทือกเขาขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ลำน้ำหมันเป็นแม่น้ำที่เกิดจากภูเขาชื่อ
ภูลมโล ปัจจุบันตั้งอยู่ในตำบลกกสะทอน ทางทิศใต้ของอำเภอด่านซ้าย
เป็นแม่น้ำที่ไหลไปทางทิศเหนือ ผ่านตำบลด่านซ้าย ตำบลนาหอ ตำบลนาดี
และตำบลปากหมัน ไหลไปตกลำน้ำเหือง ความยาวประมาณ 66 กิโลเมตร
เนื่องจากที่ราบลุ่มเชิงเขาซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองด่านซ้ายมีพื้นที่จำกัดมาก
และจากการศึกษาข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชาวพื้นเมืองด่านซ้าย จึงตรงกับหลักฐานที่พบแล้ว
แถบเมืองนครไทยและเมืองชาติตระการ ว่าการอพยพของผู้คนในประเทศลาว
เข้ามาสู่เขตแดนของฝ่ายไทย เช่น หลังจากสงครามเวียงจันทร์ของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ
และหลังจากฝรั่งเศสเข้าไปปกครองประเทศลาว ชาวเมืองด่านซ้ายบางกลุ่มได้อพยพไปหาที่ทำกินในแหล่งอื่น
มีทั้งย้ายขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้เมืองเลยและย้ายลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ใกล้ไปทางเมืองนครไทย
พวกที่เคลื่อนย้ายที่ทำกินมาอยู่ใกล้เมืองเลย ได้ก่อตั้งหมู่บ้านอีกหลายหมู่บ้าน
เช่น บ้านหนองบัว ซึ่งต่อมากลายเป็นชุมชนใหญ่ศูนย์กลางของอำเภอภูเรือ
ต่อมาได้แยกออกเป็นหลายหมู่บ้าน คือ บ้านภูเรือ จากการสัมภาษณ์ชาวด่านซ้ายดั้งเดิม
พบว่า คนพื้นเมืองกลุ่มนี้จะรักษาประเพณีเก่าแก่ของด่านซ้ายกันอย่างเคร่งครัด
เช่น การไปสักการะเจดีย์ศรีสองรัก การเล่นผีตาโขนในเทศกาลบุญหลวง
การติดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมือง โดยผ่าน เจ้าพ่อกวน
เจ้าแม่นางเทียม เป็นสื่อกลาง
เมืองด่านซ้ายมีประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน
ประมาณปี พ.ศ.2103 ซึ่งมีการก่อสร้างเจดีย์ศรีสองรัก เพื่อเป็นสักขีพยานของสัมพันธไมตรีระหว่างพระไชยเชษฐาธิราช
กรุงศรีสัตนาหุต กับพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่การก่อตั้งเป็นชุมชนใหญ่ของชาวพื้นเมืองเชื้อสายไทย-ลาว
น่าจะเกิดขึ้นก่อนนั้นนานแล้ว หลักฐานการบอกเล่าเป็นตำนานท้องถิ่น
ได้พาดพิงถึงพ่อขุนในสมัยก่อนสร้างกรุงสุโขทัยด้วย แต่ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้มากกว่านั้น
หลักฐานทางภาษา แสดงว่าชาวพื้นเมืองเดิมของอำเภอด่านซ้ายมีภาษาเฉพาะตัว
และมีประเพณีเฉพาะกลุ่มของตนบางอย่างผูกพันกับเจดีย์ศรีสองรักอย่างแน่นแฟ้น
และคนกลุ่มนี้ได้พยายามรักษาเอกลักษณ์ของพวกตนไว้อย่างต่อเนื่อง
แม้จะได้อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม ประวัติของอำเภอด่านซ้าย
หรือเมืองด่านซ้ายในเชิงประวัติการตั้งเมืองในระยะแรกๆ นั้น
ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในเชิงตำนานพงศาวดาร ผสมผสานกับการบอกเล่าของผู้สูงอายุในท้องถิ่น
จากการศึกษาประวัติการตั้งเมืองด่านซ้ายมีการอยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
19 ซึ่งเป็นช่วง ที่วัฒนธรรมขอม จากเมืองนครในกัมพูชาได้แผ่อิทธิพลเข้ามาถึงบริเวณภาคเหนือตอนล่างของ
ประเทศไทยในแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร และสุโขทัย
ยังมีชุมชนอยู่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ดังกล่าวอีกหลายแห่ง
ชุมชนเหล่านั้นย่อมมีการปฏิสัมพันธ์ทั้งในเชิงมิตรภาพ และการสงคราม
ดังที่มีรายละเอียดปรากฏในตำนานสิงหนวัติ ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองของกลุ่มผู้คน
(ชูสิริ จามรมาน, 2526 : 7) แถบภาคเหนือตอนล่างต่อกับภาคอีสานตอนบน
รวมทั้งกลุ่มที่ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยผสมกลมกลืนกับชนพื้นเมืองในเขตด่านซ้าย
กลุ่มผู้คนที่เข้ามาอยู่ในด่านซ้ายนี้ สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากอาณาจักรล้านช้าง
โดยมีพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองเป็นผู้นำชุมชนเดินอพยพตามลำน้ำโขง
(สงวน โชติสุขรัตน์, 2515 : 31-116)
การตั้งชื่อเมืองด่านซ้าย
ตามที่ได้มีผู้รู้ศึกษาไว้ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
จะเห็นได้ว่าเป็นการศึกษาให้ทราบถึงความสำคัญ และความหมายของชื่อบ้านนามเมืองคือ
ด่านซ้าย ว่าเป็นชื่อที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งชุมชน
และลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีมาแต่อดีต อีกทั้งยังทำให้เห็นความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองด่านซ้ายว่า
เมืองนี้เคยเป็นเมืองหน้าด่านตามแบบแผนการปกครองบ้านเมืองของไทยในสมัยโบราณอีกด้วย
ด้วยเหตุที่เมืองด่านซ้ายมีอาณาเขตติดต่อกับอาณาจักรล้านช้าง
ทำให้มีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรล้านช้างเสมอมา
อีกทั้งยังเป็นเมืองทางผ่านเพื่อติดต่อกับหลวงพระบางและเวียงจันทน์ในสมัยอยุธยา
คือ สามารถเดินทางตามลำน้ำเจ้าพระยาไปจนถึงเมืองพิษณุโลก เดินทางตามลำน้ำแควไปจนถึงเมืองนครไทย
เดินข้ามภูเขาที่ไม่สูงนักก็ถึงเมืองด่านซ้าย และจากเมืองด่านซ้ายลงเรือตามลำน้ำหมันไปออกแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน
นอกจากนี้ในหลักฐานประวัติศาสตร์ลาว มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับดินแดนบริเวณเมืองด่านซ้ายและเมืองเลยอยู่บางส่วน
คือ ในรัชสมัยของพระเจ้าไชยจักรพรรดิ์ เผ่นแผ้ว กษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง
ซึ่งครองราชย์ระหว่า พ.ศ.1981-2023 ผู้คนในเมืองหลวงพระบางส่วนหนึ่งได้อพยพตามลำน้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณปากน้ำเหืองและปากน้ำเลย
ต่อมาจึงได้ตั้งเป็นชุมชนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบบริเวณฝั่งแม่น้ำเหืองในอาณาเขตเมืองด่านซ้าย
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ชาวเมืองด่านซ้าย และชาวเมืองเลย จึงมีสำเนียงการพูดเหมือนชาวหลวงพระบาง
ซึ่งแตกต่างไปจากสำเนียงพูดของชาวอีสานทั่วๆ ไป (ธวัช ปุณโณทก,
2530 ข : 196-197)
ต่อมาในสมัยกรุงศรอยุธยาเป็นราชธานีของไทย
ความสำคัญของเมืองนี้ก็ยังคงสืบต่อมาในฐานะเมืองหน้าด่านหรือเมืองกันชนระหว่างอาณาจักรไทยกับกรุงศรีสัตนาคนหุต
(เวียงจันทน์) ประเทศลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
แห่งกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต
ซึ่งมีทั้งความสัมพันธ์ทั้งในเชิงมิตรภาพและการสงคราม ดินแดนด่านซ้ายจึงเป็นเขตบ้านผ่านแดนของสองอาณาจักรมาโดยตลอด
ประกอบกับช่วงระยะเวลาประมาณปี พ.ศ.2103
ประเทศพม่าได้แผ่อาณาเขตครอบครองเข้ามาถึงเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์
หรือเมืองเชียงใหม่ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
แห่งกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต
ได้ร่วมสร้างสัมพันธไมตรี เลิกทำสงครามซึ่งกันและกัน เพื่อผนึกกำลังร่วมรบทำสงครามกับพม่าแต่เพียงด้านเดียว
ในการสร้างความสัมพันธ์ในครั้งนี้ได้ทรงร่วมกันสร้างสถูปเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่งที่บริเวณเมืองด่านซ้าย
คือ เจดีย์ศรีสองรัก ไว้เป็นสักขีพยานในการทำสัมพันธไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต
เมื่อปี พ.ศ.2103 (เติม วิภาคย์พจนกิจ, 2530 ก : 319)
ในสมัยรัตนโกสินทร์เมืองด่านซ้ายจัดเป็นเมืองหนึ่งอยู่ในเขตภาคเหนือมาโดยตลอด
จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ.2433 ซึ่งตรงกับสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริว่า การปกครองแผ่นดินแบบแบ่งเมืองตามฐานะเมืองเอก
เมืองโท เมืองตรี และเมืองจัตวา หัวเมืองใหญ่มีอำนาจควบคุมหัวเมืองน้อยนั้น
ยังมีดินแดนที่อยู่ห่างพระเนตรพระกรรณอีกมาก ทั้งที่ยังห่างไกลความเจริญประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนอินโดจีนกำลังถูกรุกรานจากประเทศฝรั่งเศส
มหาอำนาจล่าเมืองขึ้น ได้เข้ายึดครองประเทศเวียดนาม และกัมพูชา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีตราสารโปรดเกล้าฯ
ให้จัดการบริหารราชการส่วนภูมิภาคขึ้นใหม่ โดยได้รวมหัวเมืองเอก
โท ตรี และจัตวา เข้าด้วยกัน แล้วจัดแบ่งออกเป็น 4 กองใหญ่ หรือเรียกกันว่า
หัวเมืองลาว 4 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ
ฝ่ายเหนือและฝ่ายกลาง (เติม วิภาคย์พจนกิจ, 2530 ข : 347-368)
เฉพาะหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือได้รวมหัวเมืองต่างๆ 54 เมือง เข้าด้วยกันรวมเรียกว่า
หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ในจำนวนเมืองที่อยู่ใน หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือนั้นมีเมืองด่านซ้ายรวมอยู่ด้วยในเอกสารตราตั้ง
ซึ่งเป็นหนังสือสำคัญที่เจ้ากระทรวงประทับตรา ส่งไปยังหัวเมืองต่างๆ
เรียกว่า เมืองด่านซ้าย ขึ้นกับเมืองหล่มสัก ต่อมาในช่วงปี
พ.ศ.2435 ได้มีการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นออกเป็นมณฑลจึงได้โอนเมืองด่านซ้าย
มาขึ้นกับมณฑลพิษณุโลก จนถึงปี พ.ศ.2450 จึงได้โอนมาสังกัดจังหวัดเลย
(เติม วิภาคย์พจนกิจ, 2530 ข : 321-364) แต่ในทัศนะของชาวบ้านทั่วไป
โดยเฉพาะนักปกครองในส่วนกลางแต่เดิมนั้นก็ยังคงเข้าใจกันว่า
เมืองด่านซ้ายเป็นเมืองอยู่ในเขตภาคเหนือเช่นเดียวกับเมืองหล่มสัก
เมืองนครไทย และเมืองพิษณุโลก (ธวัช ปุณโณทก, 2532 ข : 197)
ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เกิดกรณีพิพาท
ไทย-ฝรั่งเศส ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง รวมทั้งเมืองด่านซ้ายให้ฝรั่งเศสไป
จากกรณีดังกล่าวเมืองด่านซ้ายได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของฝรั่งเศสระยะหนึ่ง
จนกระทั่งปี พ.ศ.2449 ฝรั่งเศสจึงคืนเมืองด่านซ้ายให้แก่ไทย
โดยฝ่ายไทยได้ยอมยกเมืองบ่อแตน เมืองแก่นท้าวซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงช่วงตอนเหนือของแม่น้ำเหืองให้แก่ฝรั่งเศสไป
(เติม วิภาคย์พจนกิจ, 2530 ข : 322-323) นับแต่นั้นเป็นต้นมา
เมืองด่านซ้ายก็อยู่ในการปกครองของจังหวัดเลยมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.2511 ได้มีการแยกพื้นที่การปกครองในอำเภอด่านซ้ายส่วนหนึ่ง
ออกมาเป็นอำเภอภูเรือ และในปี พ.ศ.2513 ได้แยกพื้นที่การปกครองบางส่วนออกมาเป็นอำเภอนาแห้ว
สภาพทางภูมิศาสตร์
อำเภอด่านซ้ายตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเลย อยู่ห่างจากที่ตั้งจังหวัดเลยตามเส้นทางหลวงแผ่นดินสายเมืองเลย-ด่านซ้าย
ระยะทางประมาณ 83 กิโลเมตร เส้นทางสายนี้ เมื่อถึงอำเภอด่านซ้ายมีเส้นทางต่อออกไปอีกสามสาย
เส้นทางหนึ่งไปอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เส้นทางหนึ่งไปอำเภอหล่มสัก
จังหวัดเพชรบูรณ์ และเส้นทางหนึ่งไปอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
ที่ตั้งอำเภอด่านซ้ายมีอาณาเขตติดต่อดังนี้
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับเมืองบ่อแตน
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีลำน้ำเหืองเป็นเส้นกั้นอาณาเขต
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอหล่มสัก
จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศตะวันออก
ติดต่อกับอำเภอท่าลี่ อำเภอภูเรือ และอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอนาแห้ว
จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
ลักษณะภูมิประเทศ
1) พื้นที่ อำเภอด่านซ้าย
มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1731.89 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน
ที่ราบระหว่างหุบเขาบางแห่งเป็นที่ราบสูง ที่ตั้งอำเภอเป็นที่ราบซึ่งมีภูเขาขนาบอยู่สามด้าน
พื้นที่ทั้งหมดร้อยละ 80 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ร้อยละ
5 เป็นป่าไม้เบญจพรรณ และพื้นที่อีกร้อยละ 15 เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา
2) ภูเขา พื้นที่อำเภอด่านซ้ายมีแนวเขาขนาบกันสามด้าน
เป็นแนวเทือกเขาทอดต่อมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ แยกได้ดังนี้
ทางทิศตะวันออก มีภูแปก ภูทุ่งแทน ภูน้ำอุ่น
ทางทิศตะวันตก มีภูหินร่องเกล้า ภูผาผึ้ง
ทางทิศใต้ มีภูลมโล ภูแผงม้า
ภูเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาที่เป็นสาขาของเทือกเขาเพชรบูรณ์และเป็นภูเขาที่สูงชัน
มี ป่าไม้ขึ้นหนาแน่น มีสัตว์ป่าชุกชุม
3) แหล่งน้ำ
ในอำเภอด่านซ้ายส่วนใหญ่จะมีแหล่งน้ำเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ และสั้น
ไม่สามารถใช้คมนาคมทางเรือได้ นอกจากจะใช้เพื่อการบริโภคและใช้ในการเกษตรกรรมเท่านั้น
แม่น้ำที่สำคัญ มีดังนี้
1. แม่น้ำหมัน เกิดจากภูลมโลไหลผ่านตำบลด่านซ้าย ตำบลนาหอ ตำบลนาดี
ตำบลปากหมัน และไหลลงสู่แม่น้ำเหือง ติดต่อกับชายแดนประเทศประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2. แม่น้ำป่าสัก มีต้นกำเนิดจากภูหลวง ไหลผ่านตำบลวังยาว ตำบลอิปุ่ม
และอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอท่าเรือ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
3. แม่น้ำพุง เกิดจากภูท่าแทน ไหลผ่านตำบลโป่งเข้าไปในเขตอำเภอหล่มสัก
จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปรวมกับแม่น้ำป่าสัก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
สภาพภูมิอากาศ
เนื่องจากสภาพพื้นที่ของอำเภอด่านซ้าย ตั้งอยู่บนที่สูงในระดับเฉลี่ย
400 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล จึงทำให้สภาพภูมิอากาศทั้งสามฤดู
มีลักษณะต่างกัน ดังนี้
ฤดูหนาว มีอากาศหนาวเย็นมาก
ในตอนเช้าจะมีหมอกหนา บางปีจะมี แม่คะนิ้ง หรือเกล็ดน้ำแข็งเช่นเดียวกับหิมะตกลงจับยอดหญ้า
อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 2 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวที่สุดแห่งหนึ่ง
ฤดูร้อน มีอากาศร้อนมาก
บริเวณที่ราบตลอดลำน้ำหมัน และมีอากาศอบอุ่นในบริเวณแนว หุบเขา
อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 36 องศาเซลเซียส
ฤดูฝน มีฝนตกแบ่งออกเป็น
2 ช่วง คือ ช่วงแรกเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นฝนที่ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ช่วงหลังเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม เป็นฝนที่ได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่น
พายุโซนร้อน และพายุใต้ฝุ่นในทะเลจีนใต้
ข้อมูลจาก
หนังสือพระธาตุศรีสองรัก ดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี อำเภอด่านซ้าย
จังหวัดเลย พ.ศ.2547 |